Profil de ยุ้ยเองงับ ('.^...ตาคนจะมองได้ไกลแค่ไหน ก็...PhotosBlogListesPlus Outils Aide
ตกลงว่าเธอนั้นรักฉันหรือมันแค่ขำขำ
ให้เป็นคนรักหรือเป็นแค่เพื่อนเธอ
~ ให้เป็นคนคุยไว้แก้เหงา
++ ไว้กอดเมื่อตอนพบเจอ ++
แบบไหน ย  อ  ม  เ  ป็  น  ใ  ห้  เ  ธ อ
บอกทีว่า....ฉันเป็นใคร.....
Photo 1 sur 41

แด จัง กึม ^____^

Occupation
Lieu
ฉันเป็นผู้หญิงที่ธรรมดา..แค่เพียงผู้หญิงที่ธรรมดา...ไม่ได้เป็นนางฟ้าให้เธอเข้าใจ...
13 mai

ความอบอุ่น

ดีใจนะที่ได้รู้ว่า ยุ้ยสามารถทำให้ใครสักคนมีความสุขได้

 

เมื่อวานนี้ไปหาอากงที่บ้านหยี่(น้าสาว) มา......
คิดว่าเดี๋ยวพาอากงไปกินสุกี้แล้วก้อเม้าท์กัน
ตามประสาตาหลานที่ไม่ค่อยได้เจอกันแต่พอเปิดประตูรถ+หวัดดีกันแล้ว
ก้อเพิ่งจะสังเกตว่า "ดี" ที่ได้เจอยุ้ย
อากงแต่งตัวเสร็จแล้ว เตรียมพร้อมเต็มที่
ระหว่างที่นั่งรถไปด้วยกัน ยุ้ยกับอากงไม่ค่อยได้คุยกัน
เพราะส่วนมากเม้าท์กะหยี่มากกั่ว หุหุ ^^

 

พอไปถึงที่ร้าน..ยุ้ยนั่งฝั่งเดียวกับอากงแรกๆก้อกระเถิบไปนั่งชิดๆเพราะอยากดูแลใกล้ๆ

อากงก้อกระเถิบหนี แอบงงนิโหน่ยที่อากงทำอย่างนั้น เผลอคิดไปว่า

"เอ...เราทำงานมาทั้งวัน ตัวเหม็นแน่เรย งิงิ" แต่เราก้อกินสุกี้กันไป เม้าท์กันมากมาย

จนตอนหลังหยี่แอบมาบอกว่า "อากงเค้าดีใจจะตายที่หลานมา..เค้ามาถามหยี่ว่า...

ยุ้ยจะมาต้องหุงข้าวเพิ่มมั้ย? พอหยี่บอกว่า อ๋อ..เดี๋ยวยุ้ยพาออกไปกินนอกบ้าน

อากงก้อรีบไปแต่งตัวเลย สายตาวันนี้ก้อดูมีความสุขมากๆ"

"ที่สำคัญ...ทุกทีอากงมากับหยี่จะใส่รองเท้าแตะ วันนี้ควงหลานมาด้วย

เลยใส่รองเท้าผ้าใบมาดูสิๆๆๆ แล้วที่นั่งห่างๆกับยุ้ยอ่ะนะ ไม่ใช่อะไรหรอก

คนแก่สายตายาว นั่งใกล้ๆเห็นหน้าหลานไม่ชัด พยายามกระเถิบออกห่างจะได้เห็นหน้าชัดๆ"

ฟังแค่นี้ น้ำตาซึมเลยชั้น...ซึ้งง่ะ

 

แบบว่า....เราโชคดีจังเลยเนาะที่มีใครสักคนรอการกลับมาของเราเสมอ อยากเจอหน้าเราบ่อยๆ

ยุ้ยสามารถทำให้ใครสักคนนึงมีความสุขได้มากขนาดนี้เลยใช่มั้ย...ทำได้ใช่มั้ย?

บางครั้งเราไม่รู้ตัวหรอกว่าเรามีความสำคัญกับใครสักคนมากแค่ไหน  

ยิ่งกะคนแก่หรือผู้ใหญ่ในบ้าน บางทีเราอาจจะละเลย...

  คิดว่า ไว้ก่อน เดี๋ยวค่อยไปหาก้อได้  

จนวันนึงเราอาจจะเสียคนนั้นไปแล้วและเราไม่อาจเรียกร้องอะไรคืนมาได้เลย

มันน่าใจหายนะที่วันนึงเราไปในที่เดิม แต่เราไม่เจอคนๆเดิม

คนที่เราจะตำหมากให้กินแล้วพูดว่า แข็งแรงๆๆ อยู่ได้อีก 100 ปี

คนที่สายตาเป็นประกายและดีใจเสมอเวลาที่เจอหน้าเรา

คนที่แม้จะหน้าเหี่ยว ตีนกามากขนาดไหนเราก้อเต็มใจที่จะกอดเค้า

หอมเค้า และดูเเลเค้าโดยที่ไม่เบื่อ คนที่เราอยากจะจูงมือเวลาข้ามถนน

คนที่บอกให้เราซื้ออ้อยมาให้ฝาก ทั้งๆที่ในปากไม่มีฟันเหลืออยู่เลยสักซี่

 คนที่เล่าเรื่องเดิม ซ้ำไปซ้ำมา แต่เราก้อยังอยากฟังไม่มีเบื่อ

 สิ่งที่มีค่าที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่การมองเห็น หากแต่อยู่ในสิ่งที่เรามองไม่เห็น

และความรักไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาแต่สัมผัสได้ด้วยหัวใจ

 นี่คือเรื่องจริงที่สุด การไปกินสุกี้ครั้งนี้ อบอุ่นมากๆ...

ไม่ใช่เพราะจากควันที่ออกมาจากกระทะไฟฟ้าหรอกนะ

แต่อบอุ่นเพราะได้รู้ว่า เราเป็นคนที่มีค่าสำหรับใครบางคนเสมอ

 มันอาจจะจริงอย่างอย่างที่ในโฆษณาว่า

ชีวิตที่สมบูรณ์แบบคืออะไร บางที.............

อาจเป็นเพียงแค่การมีใครสักคนดูแลอยู่เคียงข้างเราตลอดไป

และยุ้ยอยากจะบอกนะว่า ยุ้ยรักคนแก่ทุกคนในบ้านของเรานะคะ

24 avril

หายบ้า Mode

คนบางคนไม่ต้องทำอะไรเลย

                                      ....แค่อยู่ข้างๆเท่านั้น....

ก็ทำให้ช่วงเวลานั้นเป็นเวลาที่พิเศษขึ้นมาได้จริงๆ

 

 

แต่คนคนเดิม...แม้ไม่ได้ทำอะไรเลย

                                     ....แค่อยู่ข้างๆเท่านั้น....

                                                    กลับทำให้ปวดใจเหลือเกิน

 

 

ยิ่งใกล้...ก็ยิ่งรู้ว่า...เรื่องของเรา....มันไม่มีทางเป็นไปได้

 

ไม่อยากทำให้ลำบากใจ อยากจะเป็นเพื่อนเธอต่อไป เหมือนเก่า ก็ได้แต่เก็บมันเอาไว้

คำว่า รัก ถ้าพูดออกไป อาจจะทำให้เรา  ห่  า  ง  ไ  ก  ล   

ฉันกลัว เก็บไว้ในใจของฉันคนเดียวก็พอ

 

Special Thanks.: ขอบคุณไอ้พี่โอ๊ตและพี่เชาเชาสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างในคืนนั้นที่ Yong Yong Bar

5 avril

ว่าด้วยเรื่องของ"ฟิ้ว"

   
 
ไอ้ฟิ้ว หรือ ด.ช.ฟิดฟิ้วเป็นตุ๊กตาหมีเพศชายผิวขาวเหลือง
สัดส่วน 25 (อก) 32 (พุง) 34 (ก้อยังคงเป็นพุงอยู่อีก -*-)
อายุ 1 ขวบกว่าๆ สูง 72 เซนติเมตร หน้ากลม (มาก)
อารมณ์เบิกบาน (เพราะปากยิ้มตลอดเวลา)
หน้าใส (ไสหัวไปไกลๆๆ ชิ้วๆๆ)
ฟิ้วเป็นของขวัญที่น้อง+หลานรหัสอุตส่าห์รวมตังค์ซื้อให้
ในวัน Bye'Niorตอนที่ยุ้ยอยู่ปี4 และเป็นตุ๊กตาที่ตัวใหญ่ที่สุดในชีวิต
ที่ยุ้ยเคยได้มาเลยล่ะ เพราะฉะนั้นจึงรักลูกคนนี้มาก นอนด้วยกันทุกวัน
ตอนที่ได้เจอฟิ้วครั้งแรก ตกตะลึงอึ้งทึ่งอยู่ประมาณ 3 วิ
เป็นอะไรที่เตะตามั่กๆ เพื่อนๆแบบว่าอิจฉาสุดชีวิตเพราะว่าตัวใหญ่มาก
ถือได้ว่าเป็นของขวัญชิ้นใหญ่สุดในงาน 
แค่เพียงวันแรกที่เปิดตัวทุกคนก้อรักไอ้ฟิ้วมาก
"ห..ยุ้ย..ขอกอดหน่อยดิ" "อิจฉาๆๆๆๆๆ" "ยืมถ่ายรูปนะเว้ย" "เฮ้ย..เอามาอุ้มมั่งดิ๊
etc. etc. เหอๆๆ ในงานวันนั้นเท่ากับว่า ฟิ้วเฉามือ หึหึ
 
"ทำไมไอ้ยุ้ยมันตั้งชื่อว่า ฟิดฟิ้ววะ?
เพื่อนๆมักจะถามเพราะมันรู้ว่า "ยุ้ยมันชอบตั้งชื่อ
เริ่มตั้งแต่รถกระบะไอ้พี่ฮ้อ ประธานเมเจอร์
ชื่อ ไอ้มดแดง กะ ไอ้มดเขียว  ส้มจี๊ด (รถเครื่องอีฉี
ปีโป้ (จักรยานยุ้ยอั่งเปา (แฮมสเตอร์ยัยนุ่ม)
เส้าหลิน (รถถีบพี่แบงก์โป๊งโล้ง (รถพี่นพ) etc. etc. 
ส่วนสาเหตุที่ชื่อฟิดฟิ้วน่ะ ก้อเพราะว่า งาน Bye' Nior คืนนั้น
ยุ้ยขี่เจ้า ต๋อกต๋อย(ตั้งชื่ออีกแล้ว) กลับหอคนเดียวด้วยความทุลักทุเลสุดชีวิต
เพราะไอ้บ้าฟิ้วมันตัวใหญ่ ก้อเลยต้องเอา "โบ" ที่ผูกไว้ที่คอของมันมาผูกกับเอวและซ้อนท้ายกันไป
ท่ามกลางความโปกฮา (ปนเวทนา) ของเพื่อนๆ
พวกมันเป็นห่วงถึงขั้นจะ "ขับรถตามไปส่งที่หอ" เหอๆๆ 
เชื่อมะว่า พอกลับถึงหอแล้วต้องโทรหาเพื่อนประมาณ 20 กว่าชีวิตได้ว่า
"เออ..ชั้นถึงหอแล้วนะแก ขอบใจมากที่เป็นห่วง" หึหึ 
ด้วยเหตุการณ์ในคืนนั้นเองทำให้ลูกชายคนนี้มีชื่อว่า "ฟิดฟิ้ว"
เพราะฟังแล้วชวนให้ระลึกถึงอนุภาพในการแซงและความเร็ว
ในการขี่มอไซค์ที่พามันกลับมา ต้องขับเร็วแบบฟิดฟิ้ว ฟิดฟิ้ว ก้อกลัวมันตกอ่ะ *-*
 
จะว่าไปแล้ว...ไอ้ฟิ้วเนี่ยก้อถือได้ว่าเป็นตุ๊กตาที่น่ารักมากตัวนึง
แต่ก้ออีกนั่นแหล่ะ..ถือได้ว่าเป็นตุ๊กตาที่โดนแกล้งมากที่สุดตัวนึงเหมือนกัน
อยู่กับใคร ใครก้อชอบแกล้ง ยิ่งตั้งแต่เอามาไว้ที่บ้านยิ่งไปกันใหญ่
จะมีคำฮิตที่น้องยุ้ยชอบพูดกันก้อคือ "ทารุณหมี"
แล้วก้อใส่ท่าใส่ทางอัปคัต ฮุคคัต บอมเบย์อะไรของพวกมันไม่รู้
แล้วก้อจะจัดการถีบมั่ง เตะมั่ง โยนให้หัวโขกกำแพง 
เป็นเยี่ยงนี้ประจำทุกวันวี่ แต่ฟิ้วก้อ "ยังยิ้มได้" พลพลซะงั้น
จนเดี๋ยวนี้กลายเป็นว่า ไอ้ฟิ้วคือ "สมาชิกคนนึงของครอบครัว" 
ไปต่างจังหวัดหลายวัน ยังคิดถึงมันเล๊ยยยยย งิงิงิ
 
   
26 mars

still have PASSION?

It’s such a long time that I haven’t updated my space in English

because most people who have been visiting and leaving

comments here are Thais. But I want to write in English sometimes

to improve my English abilities which are slightly and continuously

decreasing when time passes by.

 

Today I bought a book named “MTV Magazine”.

And I was attracted by the Mr. Suki’s interview

(one of the “Love Is Music Station” CEO).

Someone might think that he was a little bit strange but for me,

I think he is COMPLETELY unique. It seems that he is really westernized;

the way he acts, thinks, and talks. And I really can’t help impressing

his interview at the first time I read because

he said something which reminds and inspires me

to realize what I have forgotten. 

 

He expressed that he had learned a lot from movies, songs, books

that he liked. I haven’t got a real idol but I think movies,

songs, books, and philosophies have formed me

to be the person that I am now.”

mentioned Suki. Since, abstract things such as beliefs, ideas,

and more plays really significant role in his life,

that’s why he doesn’t have faith in any religions

until someone can prove to him that God is really existed.

But the most out-standing sentence for me

appears in the last paragraph. He concluded at the end that

passion was very important for everybody’s life because

it helps us to grow and be as a real human being.

It seems that living without passion is liked

taking a journey without a compass;

we never know where life takes us to or what we should do.

Is that a great quote, isn’t it?

          

15 mars

อ๊ะ...โหน่งมาแว้ววว

 แบบว่าอยากเม้าท์เพื่อนอ่ะนะ...เนื่องจากเปซเก่าที่บอกว่า "อยู่ๆก้อหายไป..หายไปกับดอกไม้ " มีเรื่องของเพื่อนบางคนอยู่ ครั้งนี้ก้อเลยเอามารวบรวมไว้ให้มันอยู่เปซเดียวกันซะเลย ส่วนเรื่องของเพื่อนคนนี้ Edit มาจากวันที่ 30 กันยายนนะจ๊ะ
       
        ขอเริ่มต้นด้วยเพื่อนคนนี้เลยก้อแล้วกัน "โหน่ง" จริงๆแล้วโหน่งเป็นเพื่อนสนิทมช.ของแบงก์ {อาจจะเรียกว่าสนิทที่สุดเลยก้อว่าได้มั้ง} โหน่งเป็นคนขยันมากถึงมากที่สุด มีความรับผิดชอบและมีน้ำใจ แรกๆยุ้ยพูดได้เต็มปากเลยว่า "ไม่ชอบอีนี่เลย" ไม่รู้สิ แต่อาจเป็นเพราะ การพูดจาวกไปวนมา หรือรู้สึกไม่ถูกชะตาหรืออะไรก้อแล้วแต่เหอะ เอาเป็นว่า "ไม่ชอบขี้หน้า" ก้อแล้วกัน
       
        จนวันเกิดยุ้ยปีที่แล้ว ยุ้ยเอาต๊อกต๋อย (มอ'ไซค์แบงก์) ไปล้มมา โหน่งก้ออุตส่าห์ขับรถมาจากบ้านมาช่วย พาไปหาหมอ+ทำแผล และพาส่งกลับหออย่างดี ก้อเลยมีคงามรู้สึกดีๆกับมันขึ้นมาบ้าง แต่ถึงแม้โหน่งจะดีกับยุ้ยมากแค่ไหนก้อแล้วแต่ ลึกๆยุ้ยก้อยังมีอคติกับมันอยู่ดี (เลวจริงๆเลยเรา) และโหน่งเองก้อคงจะรู้ตัวด้วยแหล่ะว่ายุ้ยไม่ชอบขี้หน้ามัน เพราะวันนั้นไปกินเหล้ากะพวกเพื่อนๆแบงก์ โหน่งก้อพูดขึ้นมาว่า "เราไม่รู้นะว่ายุ้ยคิดยังไง แต่เราไม่เคยคิดว่ายุ้ยเป็นแฟนแบงก์เลย เราคิดว่ายุ้ยเป็นเพื่อนของเราอีกคนนึง เพราะงั้น.เราก้ออยากให้ยุ้ยเห็นเราเป็นเพื่อน ถือซะว่าเราเป็นเพื่อนอีกคนนึงของยุ้ยนะ" ดิฉันก้อแอบอึ้งเลยค่ะเหอๆๆ
 
        ก้อเพราะอย่างเงี้ยแหล่ะนะ วันที่โหน่งโทรมาก้อถึงได้ ซึ้ง อึ้ง อยู่อย่างนั้น และแอบรู้สึกผิดในเวลาเดียวกัน เพราะหลงคิดไม่ชอบขี้หน้ามันตั้งนานสองนาน ทั้งๆที่ "มันก้อเป็นคนดีเหมือนกันนี่หว่า" จนมาถึงตอนนี้ก้ออยากบอกนะว่าดีใจมากๆที่วันนั้นโหน่งโทรมาหาและชวนไปเที่ยวเชียงใหม่ ตอนนี้ยุ้ยก็เต็มใจจะพูดแล้วล่ะว่า "โหน่งคือเพื่อนที่ดีที่สุดของยุ้ยคนนึงเหมือนกัน"